ข่าวสารและกิจกรรม

กลับมาครั้งนี้มีแต่ความเร้าใจ!!

กลับมาครั้งนี้มีแต่ความเร้าใจ!!

“All New Honda CBR 600 RR"

ถือว่าเป็นโมเดลที่รอกันมาแสนจะเนิ่นนานให้ “เข้าไทยเสียที!” ตั้งแต่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2003 จนกระทั่งได้แชมป์ครั้งแล้วครั้งเล่าจากรายการต่างๆ ปรับโฉมก็แล้ว ไมเนอร์เชนจ์ก็แล้ว.. แต่แล้วในที่สุด.. เกือบ 2 ทศวรรษที่แฟนๆซูเปอร์สปอร์ต 600 ซีซี. ชาวไทยรอกันมาเนิ่นนาน..เวอร์ชั่นล่าสุด เร็วที่สุด ดีที่สุดของ Honda CBR600RR ก็มาถึงเมืองไทยให้ได้สัมผัสกันตัวเป็นๆ.. และผมสัญญาว่าจะถ่ายทอดทุกความรู้สึกของตำนาน 600 ซีซี. คันนี้ให้เพื่อนๆได้รับรู้กันอย่างครบถ้วน.. แต่ถ้าให้จำกัดความสั้นๆก่อนจบเกริ่นนำนี้ก็คงจะเป็น.. “รถอะไรไม่รู้ ขี่สนุกเป็นบ้า”...

คืนชีพ 600 ซีซี. “สุดมัน”

เครื่องยนต์ 600 ซีซี. 4 สูบเรียง ต้นแบบของโมเดล 4 สูบมิดเดิลคลาสทุกไลน์อัพภายในค่าย.. ขยี้แรงม้าได้สูงสุด 120 แรงม้า ที่ 14,000 รอบ พร้อมแรงบิด 64 นิวตันเมตร ที่ 11,500 รอบ.. แม้ว่าจะดูเป็นตัวเลขที่ “ไม่หวือหวา” สำหรับคำว่า “ปลุกตำนาน” ก็ต้องขอบอกว่าจุดเด่นของ All New Honda CBR600RR นั้นอยู่ที่ “ความสนุกในการควบคุม” บนพื้นฐานของความเป็นสปอร์ตเรซซิ่ง เรพลิกา ซึ่งถือว่าตอบโจทย์ในส่วนนี้ได้ดีมากๆ..

แม้ว่าช่วงทางตรงยาวของสนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิตจะอยู่ที่ราวๆ 1 กิโลเมตร แต่ก็ยังไม่สามารถเค้นรอบเครื่องและความแรงของ Honda CBR600RR ไปที่สุดเกียร์ 6 ได้ ..แท้จริงแล้วแทบจะไม่ได้แตะเกียร์ 6 เลยเสียด้วยซ้ำ..

ว่ากันด้วยรถเดิมๆจากโรงงานล่ะก็.. ช่วงทางตรงตั้งแต่โค้ง 1 ถึงโค้ง 3 นั้นคือช่วงให้โอกาสผู้ขับขี่ได้พิสูจน์แรงม้าของรถรุ่นนั้นๆได้อย่างดี ซึ่งสิ่งที่เราพอจะจับทางได้จากการขี่ 2 session ประจำวัน คือ “คาแรคเตอร์” ที่โดดเด่นของรถจากค่ายนี้อยู่แล้วคือ เรื่องของ “ความสนุก” และ “เข้าถึงง่าย” มีให้ผู้ขับขี่ได้สัมผัสกันทุกอณูมากกว่า ส่งผลให้อัตราทดและช่วงเกียร์ที่ใช้กันในรูปแบบสนามแข่งนั้นจัดจ้านกันอยู่สุดที่เกียร์ 5 (อัตราทดเดิมๆค่อนข้างยาว) ..ส่วนเกียร์ 6 นั้นถูกเก็บไว้ใช้งานในรูปแบบของการขับขี่บนถนนหลวงยาวๆเสียมากกว่า..​ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของวิศวกรรม หรือการ R&D มาให้ตรงใจผู้ขับขี่ก็ตาม.. แน่นอนว่าการขี่ใช้งานจริงๆจะต้องมีการ “ปรับแต่ง” ให้เข้ากับการขับขี่นั้นๆกันอยู่ดี

ส่วนเรื่องของความแรงก็เอาไปเลย 3 ผ่าน..​ แม้จะไม่ได้รอบจัดเหมือนคู่แข่งต่างค่าย แต่ 14,000 รอบก็เรียกความมันในแบบเรซซิ่งได้เต็มที่แล้ว ..ความเร็วท็อปสปีดที่คณะสื่อมวลชนทำกันได้นั้นเฉลี่ยอยู่ที่ 220+ กม./ชม. (เกียร์ 5) ..ช่วงที่มีแรงดึงออกมาให้ขยี้และใช้ขับขี่ในโค้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ เข้าเร็ว เดินคันเร่งสมูท และบิดออกให้ได้ดังใจนั้นควรเลี้ยงรอบให้อยู่ตั้งแต่ 8,000 รอบเป็นต้นไป ถึงจะสัมผัสความแรงที่มีอยู่เต็มเปี่ยมของ CBR600RR ได้เป็นอย่างดี ส่วนการขับขี่ให้สนุกสนานทั่วๆไปนั้นก็เริ่มตั้งแต่พ้นช่วงกลางรอบไปได้เลยครับ..

มิติการควบคุม “อยู่มือ”

          ถัดจากหัวข้อของความแรงแล้วต้องมาต่อกันที่ออพชั่นในเรื่องของการควบคุมกันบ้าง เพราะถ้าแรงเกินไปแล้วควบคุมไม่ได้ก็ไม่มีประโยชน์.. คุณจะไม่สามารถบรรลุไปสู่ความเร็ว หรือการขับขี่ที่คุณต้องการได้เลย.. ซึ่งอย่างที่บอกไว้แต่แรกครับว่าเจ้า CBR600RR คันนี้ “สนุกมากๆ”

          เพราะมิติควบคุมมีความคล่องตัว สอดรับกับการควบคุมรถ ซึ่งไซส์มาตรฐานคนเอเชียอย่างผม(น้ำหนัก 68 ส่วนสูง 173) ถือว่ามีความ “ฟิต” พอดีกับมิติรถ..​ แม้ว่าช่วงเบาะนั่งคนขับแยกออกจากเบาะนั่งคนซ้อนอย่างชัดเจน แต่เมื่อได้ลองขึ้นคร่อมดูแล้วก็ต้องบอกว่ามีช่วงว่างเหลือให้เราได้ขยับตัวขึ้นหน้า-ถอยหลังได้อย่างสะดวกสบาย..​ คาดว่าคนที่มีความสูงตั้งแต่ 160-190 ซม. นี่สามารถสนุกกับเจ้าซูเปอร์สปอร์ตคันนี้ได้แบบสุดๆ

          อีกสิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้เลยตั้งแต่รอบทดสอบแรกคือ “ช่วงการเลี้ยว” ที่พี่ๆสื่อหลายท่านกระโดดลงมาจากรถแล้วต้องพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ทำได้ง่ายมากๆ” และไม่ใช่การง่ายในแบบที่หน้าไวเกินไป แต่มันสามารถตอบรับกับท่าทางการควบคุมขณะที่พลิกเลี้ยวได้อย่างง่ายดาย องศาของแฮนด์จับโช้ค หรือตำแหน่งท่านั่งก็ตาม ..ถ้าใช้ศัพท์เทคนิคหน่อยก็ “มี Ergonomics ที่ดี” นั่นเอง

          ส่วนเรื่องระบบช่วงล่างที่ตอบสนองต่อการควบคุมก็ถือว่าให้มาแบบ “กำลังใช้งาน” ทั้งโช้คอัพหน้า Showa BPF ขนาดแกน 41 มม.​ โช้คหลังเดี่ยว Pro-Link ปรับแต่งเต็มระบบ และระบบเบรก ABS หน้า-หลัง โดยด้านหน้าเป็นดิสก์คู่ ขนาด 310 มม. และ 255 มม. ด้านหลัง (ปั๊ม Tokico) ..แอบกระซิบนิดนึงว่าช่วงล่างเดิมๆจากโรงงานนั้นถูกตั้งค่ามา “ค่อนข้างอ่อน” เพื่อให้เหมาะการใช้งานบนถนนทั่วไปมากกว่า ซึ่งในการทดสอบครั้งนี้ทางช่างเทคนิคของฮอนด้าก็มีการปรับตั้งค่าให้เหมาะสมมาแล้วนะครับ :)

กลับมาพร้อมเทคโนโลยี “แน่นๆ”

          ขออนุญาตแยกออกมาเป็นอีกหัวข้อสำหรับเรื่องของเทคโนโลยี เพราะ All New Honda CBR600RR นั้นมีอัพเดตในเรื่องราวของเทคโนโลยีขึ้นมามากพอสมควรจากโมเดลก่อน (2013-2017) นอกจากจะสามารถทำให้เสียงบ่นเกี่ยวกับเรื่องนี้เงียบลงไปได้แล้ว ยังมีการทำงานที่ยอดเยี่ยม ซึ่งมีผลต่อการขับขี่ให้มีอรรถรสที่มากขึ้นตามไปด้วย..

          “เซ็นเซอร์ IMU 5 แกน พร้อมคันเร่งไฟฟ้า” ถูกใส่เข้ามาเพื่อช่วยในการคำนวณการทำงานของระบบไฟฟ้า คันเร่ง และเบรก ทำให้ผู้ขับขี่ควบคุมรถและทำความเร็วได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  เห็นได้ชัดจากการทดสอบครั้งนี้ตัวผมเองสามารถโฟกัสกับการขับขี่ของตัวเองได้โดยที่ตัวรถแทบไม่ออกอาการอะไรให้ต้องแก้ไขกันเลย..

          คันเร่งไฟฟ้าที่ CBR600RR ได้มานั้นมาพร้อมกับการทำงาน 5 โหมด Mode 1; เต็มคันเร่ง, Mode 2; ขับขี่ทั่วไป, Mode 3; ถนนลื่น และใครที่ต้องการปรับตั้งค่าต่างๆในรูปแบบเฉพาะของตัวเองก็สามารถเข้าไปเลือกปรับตั้งได้ที่โหมด User 1 - 2 (Power, Torque, Whelie, Engine Brake) ..

เราจะเห็นว่าตัวเลือกการปรับตั้งค่าที่น่าสนใจอยู่พอสมควรครับ โดยเฉพาะ Torque หรือ Torque Control หรือ Honda Selectable Torque Control นั้นเอง ซึ่งปรับระดับได้ถึง 9 ระดับช่วยลดอัตราการ “หมุนฟรี” ของล้อหลังในขณะที่เราขับขี่นั่นเอง ซึ่งก็ถือว่าปรับแต่งได้ละเอียดเป็นอันดับต้นๆในตลาดตอนนี้เลยก็ว่าได้

          และแน่นอนว่ามี IMU 5 แกน มีคันเร่งไฟฟ้า อีกสิ่งหนึ่งที่ตามมาอย่างขาดไม่ได้เลยก็คือ “Cornering ABS” ช่วยให้การเข้าโค้งสามารถเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากขึ้น

จากการนำองศาการเอียงรถมาใช้คำนวณช่วยกระจายแรงเบรก หลายๆท่านที่ขับขี่เล่นโค้งเร็วๆมักประสบปัญหา “เข้าโค้งเร็วไปจนต้องเบรกเข้าไปในโค้ง” ซึ่งจุดนี้ก็ถือว่าช่วยเอาไว้ได้มาก ..นอกจากนี้ยังช่วย “ป้องกันล้อหลังยก” จากการกดเบรกหน้าเยอะเกินไปได้ด้วย ..แน่นอนว่าพอได้ลองใช้งานในสนาม โดยเฉพาะช่วงการเบรกหนักก่อนเข้าโค้งแคบๆอย่างโค้ง 12 ของสนามช้างนั้น ได้ออพชั่นนี้ช่วยเรียกความมั่นใจในการควบคุมไว้ได้เยอะทีเดียวครับ

แถมให้อีกนิดว่า All New Honda CBR600RR คันนี้ ได้ติดตั้ง “กันสะบัดไฟฟ้า” มาให้ด้วย ซึ่งจะคำนวณตามความเร็วที่เราใช้.. ขับขี่ช้า - หักเลี้ยวได้คล่องตัว , ขี่ด้วยความเร็ว - คอแข็งปั้กไม่ต้องกลัวสะบัดเลย

   

       เรียกได้ว่ากลับมาครั้งนี้ก็มาพร้อมกับอัพเกรดใหม่ๆตลอดคันตั้งแต่ภายในยันภายนอก.. ที่สำคัญคือยังคงรักษาความสนุกที่เป็นตำนานของรถรุ่นนี้เอาไว้ได้อย่างดี ทั้งความแรง ความเร็ว การควบคุม หรือแม้กระทั่ง “ท่อไอเสียใต้เบาะ” ก็ยังอยู่ครบ ..เสียอย่างเดียวกับออพชั่น “ควิกชิฟเตอร์” ที่ไม่ได้ติดตั้งมาพร้อมทุกคันหากแต่เป็นออพชั่นเสริมให้เลือกติดตั้งเท่านั้น..

          สนนราคาที่ 549,000 บาท.. ราคาคุ้นๆกันใช่มั้ยล่ะครับ?? ทั้งนี้ทั้งนั้นไม่ได้อยากให้เอาไปเปรียบเทียบกับโมเดลไหนเป็นพิเศษ เพราะรถแต่ละคันมีจุดมุ่งหมายในการใช้งานที่ต่างกัน ซึ่งเป็นหน้าที่ของไรเดอร์อย่างเราๆแล้วล่ะครับที่ต้องตัดสินใจ “เลือกรถที่ใช่” ให้กับตัวเอง.. ซึ่งผมขอย้ำประโยคในส่วนเกริ่นนำอีกครั้งว่า “รถอะไรไม่รู้ ขี่สนุกเป็นบ้า”